News Updates

http://aseantuc.org/2016/08/human-rights-body-calls-for-asean-land-reforms/


Human rights body calls for Asean land reforms


BANGKOK— An international human rights umbrella says the Southeast Asian region faces the threat of growing conflicts over land between investors and local people unless legal and institutional reforms are put in place.

 

The warning from the 180-member International Federation for Human Rights (FIDH) comes against a backdrop of significant economic gains and growth across Asia supported by foreign and domestic investment.

 

The 10-nation Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) is looking to spur growth through the ASEAN Economic Cooperation (AEC) and foreign investment alone reached $136.3 billion in 2014.


But the opening to investors seeking land to develop for factories and plantations has triggered conflict with local communities, especially where laws governing land registration and title are weak.


These land disputes, forced evictions and violence have risen as the regional drive for economic growth has accelerated.

 

FIDH Secretary General Debbie Stothard predicts increasing conflicts between local communities, government and investors unless reforms are implemented.

 

“What we are going to see in situations in Asia where, as wars and official armed conflicts wind down, we’re going to actually see another type of conflict that also displaces people and also linked to violence and that would be conflict around land grabbing,” Stothard told VOA.

 

Cambodia

In Cambodia, the FIDH says more than 800,000 people have been affected by land grabbing since 2000.

 

In 2015, FIDH filed a case with the International Criminal Court asserting that land grabbing in Cambodia had been so “systematic and widespread” it represented a serious international crime.


The sugar industry in Cambodia, with strong links to major international buyers in the food industry, has been under the spotlight, with plantations leading to the displacement of as many as 16,000 people, rights groups said.

 

In 2008, Thai sugar producer Mitr Phol was granted access to 200 square kilometers of land under a government Economic Land Concession (ELC), offering long term leases. But the land, in Oddor Meanchey province, was already occupied by 2,000 families.

 

Villager Neoy Ta Am was forced to flee to Thailand when the community was forcibly evicted by government troops in 2008. “When the soldiers came I had already escaped, but I heard from a landlord later they had burnt all the houses,” Neoy Ta Am told VOA through a translator.

 

Cambodia’s sugar exports accelerated under a European Union (EU) preferential trade program, reaching 65,000 tons in 2013. But allegations over rights abuses and land grabbing have triggered international investigations, with sugar exports to the EU slumping badly last year.

 

Sugar buyers

 

The global aid group Oxfam International targeted leading sugar buyers, while the U.S.-based Coca-Cola Company launched a social and environmental audit of key sugar suppliers, including Mitr Phol. PepsiCo also undertook a similar program, with a “zero tolerance” policy for land grabs globally.

 

Thailand’s National Human Rights Commission accused the Thai producer, Mitr Phol, for the “collapse of the community,” with the Thai company quitting the concession in 2015.

 

The campaign succeeded in highlighting the villagers’ plight, said Eang Vuthy, executive director of rights group Equitable Cambodia.

 

“This is probably not the first time but it’s very rare that the foreign investor after many years of investing in Cambodia, now they have to leave the country because of the pressure from the buyers and people on the ground,” Vuthy said.

 

Premrudee Daoroung, director of advocacy for Project SEVANA Southeast Asia, said large scale development projects across South East Asia are adversely affecting an increasing number of people in the ASEAN region.

 

“The expansion, the rapid expansion, of the large scale investment across the border which many people think is supporting ASEAN by the gathering of ASEAN and make the flow of investment possible. But the trend that I pointed out is that you have the people who are suffering from the large scale projects,” Premrudee told VOA.

 

In Myanmar, a government committee – the Central Committee on Confiscated Farmlands and Other Lands – said in early July it planned to settle a wrath of land grabbing cases “within six months.”


Land grabbing cases in Myanmar, including victims under the former military government, gained attention under the reformist administration of former President Thein Sein after he came to power in 2011.

 

A Farmland Investigation Commission in 2012 was set up to investigate the cases. Government reports said as much as 809,000 hectares (two million acres) of land across the country was considered “confiscated.”

 

The new government led by State Counselor Aung San Suu Kyi has made settling land dispute issues a priority.

 

Activists say moves to settle land conflicts will be an important test for the government, especially in cases involving the military and business elites with close ties to the former military, which still holds sway in Myanmar.

 

But FIDH’s Stothard said the plan by the parliament committee “to clear all land cases in Myanmar is ambitious, but to succeed requires wide-ranging reforms.”

 

“It’s not really going to work if there are no changes to the laws and to the policies and procedures of the various government departments involved in land acquisition and land leasing,” she said.

 

Stothard said too often people being arrested and facing trial for illegal assembly are actually farmers protesting the loss of land and homes and forcibly displaced because of inadequate land laws and legal procedures .By Ron Corben, 22 July 2016

http://transbordernews.in.th/home/?p=13575


อุตสาหกรรมน้ำตาลไทย กับการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเกษตรกรไทย-กัมพูชา 


3 สิงหาคม, 2016 ในประเทศ 

โดย จารยา บุญมาก สำนักข่าวชายขอบ 


นานแล้วที่ประเทศไทยต้องอยู่ภายใต้ระบบของเกษตรกรรมพันธะสัญญา ที่มีบริษัทเอกชนขนาดใหญ่พยายามดึงเกษตรกรเข้าสู่ระบบ โดยใช้คำเชิญชวนในลักษณะพันธะสัญญา 3 รูปแบบ คือ 1 การประกันรายได้ เหมาะกับเกษตรกรที่ยังไม่มีประสบการณ์ด้านการตลาด หรือเรียกว่าเป็นระบบจ้างเลี้ยง 2 การประกันราคา เหมาะกับเกษตรกรที่ไม่ต้องการความเสี่ยงด้านราคาและตลาด โดยตกลงราคารับซื้อล่วงหน้าระหว่างบริษัทกับเกษตรกร และ 3 การประกันตลาด เกษตรกรไม่อยากทำตลาดเอง ให้บริษัทมาเป็นคนรับซื้อตามความต้องการของบริษัท ทั้ง 3 รูปแบบดังกล่าวล้วนสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนอย่างยิ่ง 


ชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานอย่าง ตำบลเลิงแฝก อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม ก็เผชิญกับระบบดังกล่าวเช่นกัน ด้วยขณะนี้มีการลงทุนของบริษัทผลิตน้ำตาลขนาดใหญ่หลายแห่ง ที่สนับสนุนให้เกษตรกรปลูกอ้อยเพื่อส่งขายยาวนานเกือบ 20 ปี ทำให้เกษตรกรที่เคยใช้ชีวิตแบบพอเพียง เข้าสู่ระบบหนี้สินอันเกิดจากการลงทุนเพื่อผลิตอ้อยขายให้กับโรงงานน้ำตาล และสภาพแวดล้อมในพื้นที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการปล่อยน้ำเสียจากโรงงาน ปัญหาการแย่งน้ำระหว่างเกษตรกรที่ลงทุนด้านการปลูกอ้อย กับเกษตรกรทั่วไป ปัญหาการแย่งน้ำระหว่างโรงงานผลิตน้ำตาลและเกษตรกรรายอื่นที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง และปัญหาการเผาไร่อ้อย ที่สร้างมลภาวะทางอากาศ ส่งผลให้เกิดฝุ่น ควัน ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนทำให้ชุมชนเลิงแฝกมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงจากการลงทุนขนาดใหญ่ของบริษัทน้ำตาล 


“ทองพูน บุญแสน” อายุ 46 ปี ชาวบ้านบ่อแกบ่อทอง ตำบลเลิงแฝก หนึ่งในเกษตรกรไม่กี่คนที่ทำตัวกบฏต่อระบบเกษตรพันธะสัญญา เปิดเผยในงานเสวนาหัวข้อ “วิถีชีวิตชุมชนที่เปลี่ยนไปของชาวไร่อ้อย” ว่า ตั้งแต่แต่งงานแล้วย้ายมาอยู่กับภรรยานั้น แรกเริ่มเดิมที่สมาชิกในชุมชนมีความสุขดีกับการใช้ชีวิตตามรูปแบบเกษตรกรทั่วไปในภาคอีสาน มีการเลี้ยงวัว ควาย ทำนาและพออยู่พอกิน แต่เมื่อราว 20 ปี ที่แล้วก็มีบริษัทน้ำตาลมาก่อตั้งในพื้นที่ ทางบริษัทใช้เวลาไม่นานในการดำเนินโครงการก็สามารถดึงเกษตรกรเข้าสู่ระบบได้จำนวนมาก โดยมีการประกันรายได้อ้อยในราคาสูง ปลูกครั้งหนึ่งคนก็ได้รายได้หลายหมื่น ใครมีที่มากก็ได้รับเงินมาก ใครมีที่น้อยรายได้ลดหลั่นไปตามขนาดของพื้นที่ปลูก ส่วนตัวไม่ได้ตื่นเต้นอะไรกับรายได้ที่คนในชุมชนได้รับ และไม่รู้สึกว่าอยากจะทำแบบนั้น เพราะคิดอย่างเดียวว่า “ที่ดินคือของๆ เรา เราต้องปลูกพืชให้ได้หลายชนิดเพื่อประหยัดค่าอาหาร” 


เวลาผ่านไปราว 10 ปี ทองพูน ได้รับฟังปัญหาของชาวไร่อ้อยที่ต้องเผชิญกับการกดราคา ในภายหลัง โดยถูกบริษัทหักค่าขนส่งอ้อย หักค่าคุณภาพอ้อยที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้รายได้ของชาวบ้านเริ่มลดลง และในที่สุดก็ต้องหาวิธีการกู้เงินเพื่อมาลงทุนเพิ่มเติมหวังได้กำไร แต่กลับกลายเป็นว่า ไม่ได้ผล เกษตรกรต้องทนทำต่อไปเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินตามมา “ในส่วนของตัวจังหวัดนั้น เขาก็ประกาศนโยบายตลอดว่า สารคาม ไม่เหมาะกับการปลูกพืชแบบข้าว อ้อย คือ ทำรายได้ดีกว่า เศรษฐกิจสารคามดีขึ้นเพราะมีการปลูกอ้อย ผมจำได้ว่าเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาเขาพูดกันถึงรายได้ปลูกอ้อยที่กระตุ้นเศรษฐกิจทำให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยเป็นพืชหลักมีรายได้รวมถึง 2 พันล้านบาทต่อปี แต่พอมาสอบถามคนในหมู่บ้านกลับไม่มีใครพอใจในรายได้ เพราะรายได้ที่ได้มาต้องลงทุนไป และบางคนก็ยอมเลิกปลูกข้าวไปปลูกอ้อยเพื่อหาเงินมาซื้อข้าวกิน บางคนมาระบายให้ผมฟังวา เมื่อก่อนอยู่กับลูกเมีย อยู่กินแบบวันต่อวันก็จริง ไม่มีเงินแสน เงินหมื่นในมือ แต่มีกิน เช่น ตกค่ำผมไปหาจับกบ จับเขียด มากิน หรือตอนเย็นหลังเลิกทำนาไปหาปลา แต่ตอนนี้แม้แต่ปลายังต้องซื้อปลาเลี้ยงมากิน ผักก็ซื้อเอา มะเขือ แตงกวา พริก กระเทียม หลายคนเจอสภาพนี้ ผมเห็นแทบทุกบ้านที่ลงทุนปลูกอ้อยมีรถยนต์ขับ ไม่มีรถอีแต๋น หรือรถไถเดินตามเหมือนเคย แต่พวกเขากลับไม่มีความสุขเลย เพราะรายได้ต่ำกว่ารายจ่าย” ทองพูน เล่าถึงความเปลี่ยนแปลง 


ในงานเสวนา “ทองพูน” มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากชาวกัมพูชาและทราบว่า ชุมชนบางแห่งในจังหวัดเกาะกง และจังหวัดโอดอเมียนเจย หรือ อุดรมีชัย ต้องล่มสลายจากอุตสาหกรรมน้ำตาล เพราะรัฐบาลให้สัมปทานที่ดินแก่เอกชนทำให้เกษตรกรต้องกลายมาเป็นแรงงานข้ามชาติในหลายประเทศ ส่งผลให้ชุมชนไร้ความเข้มแข็งและไม่อาจพัฒนาต่อไปได้ แต่สำหรับประเทศไทย “ทองพูน” มองว่า รัฐบาลไม่ได้มีอำนาจกับเกษตรกรมากขนาดนั้น ที่ดินหลายแห่งยังเป็นสิทธิของเกษตรกรเอง ดังนั้นหากเลี่ยงธุรกิจเชิงเกษตรพันธะสัญญา ได้ก็ควรหลีกเลี่ยง กรณีจังหวัดมหาสารคามนั้น “ทองพูน” ให้นิยาม เป็นเกษตรชวนเชื่อ แม้จะไม่ใช่เกษตรพันธะสัญญาเต็มรูปแบบแต่เสี่ยงต่อการทำให้ชุมชนล่มสลายได้เช่นกัน เพราะเมื่อเกษตรกรเป็นหนี้มากขึ้น เขาก็ต้องทิ้งบ้านเกิดเข้ามาขายแรงงาน เพื่อหารายได้เสริม และนั่นคือสัญญาณอันตรายของการสูญสิ้นเกษตรกรไทย 


สำหรับ “ทองพูน” นั้นเมื่อวิถีชุมชนแบบเรียบง่าย กลายเป็นชุมชนที่ผูกติดกับอุตสาหกรรมน้ำตาล เขากลับไม่ยอมศิโรราบกับระบบนั้น แต่เลือกที่จะเดินบนเส้นทาง “เศรษฐกิจพอเพียง และเข้าสู่การสร้างเขตปลูกอาหารปลอดภัยอย่างยั่งยืน จนได้รับการยกย่องเป็นปราชญ์ชาวบ้านแห่งชุมชนและเป็นวิทยากรพิเศษ ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยในภาคอีสานหลายแห่ง “ผมไม่เคยเชื่อว่า อุตสาหกรรมน้ำตาลจะทำให้ผมรวย คนที่รวยคือนายทุน เพราะงั้นผมเลือกจะจนเหมือนเดิมแต่ไม่มีหนี้จะดีกว่า เพราะผมไม่อยากหาเงินเพื่ออนาคต ผมเลยหันมาทำที่ดินเล็กๆ ไม่ถึง 10ไร่ เริ่มจากเอาไม้ยืนต้นมาลง จากนั้นก็เอาพืชพวกเถา สมุนไพรมาลงแซม ปลูกไปเรื่อยๆ และมีการปรับดินให้ดีขึ้นในส่วนดินที่เสียไปเพราะมีที่ติดกับที่ดินของเกษตรกรทำไร่อ้อย บางครั้งก็ได้รับสารเคมีจากเขาด้วย ผมเลยเลือกเอาวัวมาเลี้ยง เพื่อให้ได้ปุ๋ยจากมูลวัวมาทั้งคอกลง รวมถึงมีเศษไม้ใบหญ้าบ้าง ในช่วง 2 ปีแรกจะไม่ได้ผล โดยเฉพาะหน้าร้อนถึงแม้จะรดน้ำทุกเช้าเย็นก็ตายเพราะมันไม่มีไม้ยืนต้นคลุม จนปีที่ 3-4 จึงได้ผล ดินฟื้นตัว จากนั้นก็ปลูกข้าว นอกนั้นผมก็มีที่ดินอีกส่วนหนึ่งที่ผมแบ่งไว้สำหรับปลูกผักผสมผสาน ปลอดสารพิษ เพื่อให้ครอบครัวได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย ที่ผลิตเอง” ทองพูน กล่าว 


ปัจจุบันนี้ “ทองพูน” ได้สานต่อแนวคิดอาหารปลอดภัยและริเริ่มชวนเกษตรกรที่ต้องการปลดแอกตัวเองจากอดีตผู้ปลูกอ้อยมาเป็นเกษตรกรปลูกข้าวอินทรีย์ และปลูกผักปลอดสารพิษเพื่อบริโภคภายใต้ “โครงการชุมชนบ่อแกบ่อทองร่วมใจสร้างพื้นที่อาหารปลอดภัยใส่ใจสุขภาพ” ซึ่งมีนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยเข้ามาเรียนรู้ “ผมแค่หวังว่า เยาวชนไทยที่เข้ามาดูงานผม เขาจะไม่เป็นเหยื่อเกษตรกรเชิงอุตสาหกรรม เหมือนรุ่นพ่อแม่ ผมไม่ได้ชี้ชัดว่าเกษตรกรปลูกอ้อยคิดผิด แต่ผมมองว่า วิถีชีวิตเดิมๆ ที่ดีอยู่แล้ว เมื่อมีทุนเข้ามา ชุมชนมีความเสี่ยงสูงมากจะตามกระแส ผมไม่อยากให้ประเทศไทยกลายเป็นเหมือนเกษตรกรชาวกัมพูชา ที่ต้องจากบ้านไปใช้แรงงานดังนั้น หากมีโครงการเล็กๆ ที่พอจะช่วยได้แบบนี้ ผมว่ามันก็ยังดีกว่าเราไม่ทำอะไร ตอนนี้คนเป็นร้อยครัวเรือนเข้ามาร่วมมือกับโครงการ ผมหวังว่าสารคามจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม หากพวกเขารู้เท่าทันธุรกิจน้ำตาล” ทองพูนเล่าถึงความคาดหวัง 


ด้านฮอย เมย อดีตเกษตรกรชาวกัมพูชาที่ต้องหนีจากชุมชนซึ่งถูกเผาไล่ที่เพื่อปลูกอ้อยส่งโรงงานน้ำตาล กล่าวเสริมว่า ตนสนับสนุนแนวคิดของทองพูนและเกษตรกรในเครือข่ายฯ อย่างมาก เพราะทุกวันนี้ตนไม่มีแม้ที่ดินจะปลูกอะไรกินเลย และไม่รู้ว่าอนาคตจะได้กลับไปเป็นเกษตรกรอีกหรือไม่ จากประสบการณ์ส่วนตัวอยากให้คนไทย รักษาผืนดินที่มีคุณค่าไว้ เพราะสำหรับเกษตรกรแล้ว ที่ดินคือชีวิต “ตอนฉันยังเด็ก ฉันเข้าป่า เจอเห็ด ฉันอยู่บ้านมีต้นมะขาม มีขมิ้น มีมะม่วง และมีผักที่ปลูกเองรอบๆ บ้าน มีที่นาปลูกข้าวไว้กิน ตอนนั้นฉันมีความสุขมาก แต่พอโตขึ้นได้มีโอกาสทำนาในที่ดินไม่ถึง10 ปี หลังแต่งงานแล้วแยกจากพ่อแม่ ก็มีรัฐบาลเขามาเผาไล่ที่ เพราะมีอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยเข้าไปขอเช่าที่ดินปลูกอ้อย ตอนนั้นแม้แต่หม้อหุงข้าวฉัน ก็แบกหนีมาไม่ได้ แต่ก็คิดว่า ในเมื่อไม่มีที่ดินสำหรับปลูกข้าวก็ไม่มีอะไรแล้วที่มีค่าสำหรับฉัน เราไม่ได้กินน้ำตาลเป็นอาหาร กินอ้อยเป็นอาหาร และเราไม่ได้ถูกจ้างเพื่อปลูกอ้อย เราไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย มีแต่เสียกับเสีย คนไทยโชคดีกว่าเยอะที่มีสิทธิ และฉันคิดว่าถ้าประท้วงได้ก็ประท้วงปกป้องที่ดินของตัวเองไปเลย อย่ายอมแพ้ เพราะถ้าคุณไม่อยากมีชีวิตแบบคนในชุมชนของฉัน ที่ต้องมารับจ้างก่อสร้างในประเทศอื่น เหมือนลูกชายฉัน ก็ต้องรักษาที่ดินไว้ให้ดี” ฮอย เมยทิ้งท้าย


ที่มา : สำนักข่าวชายขอบ : Link>>> http://transbordernews.in.th/home/?p=13575 .

ภาคประชาสังคมชี้ลงทุนข้ามพรมแดน ละเมิดสิทธิ์ ผลักแรงงานเขมรไหลเข้าไทย 


วันพฤหัสบดี ที่ 14 กรกฎาคม 2559 เวลา 12:57 น. 

เขียนโดย thaireform, Isaranews 


ผอ.โครงการยุติธรรมกัมพูชา ชี้อุตสาหกรรมน้ำตาล ถือเป็นอุตสาหกรรมขาขึ้น โดยเฉพาะที่จังหวัดเกาะกง และโอดอร์เมียนเจย รัฐบาลให้สัมปทานเอกชน จนเกิดปัญหาแย่งยึดที่ดิน คนยากจนได้รับผลกระทบหนัก เกิดการอพยพเข้ามาขายแรงงานในประเทศไทย  ระบุนโยบายอุดหนุนทางภาษีของยุโรป EBA  มีส่วนกระตุ้น ให้อุตสาหกรรมประเภทนี้เข้ามาลงทุนในกัมพูชามากขึ้น  


นายสุลักษณ์  ศิวรักษ์ ประธานมูลนิธิเสถียรโกเศศ นาคะประทีป กล่าวปาฐกถานำตอนหนึ่งถึงอุตสาหกรรมน้ำตาล  ไม่ว่าจะเริ่มที่ไหน ที่นั่นจะมีการกดขี่แรงงานเสมอ สมัยฮอลแลนด์ไปตีบาหลี ซึ่งเป็นดินแดนสวยงาม จากที่ประชาชนเคยปลูกกล้วย ปลูกอ้อยเพื่อทำขนม บูชาเทพเจ้า บูชาเทวดา แต่พอฝรั่งเข้ามามีการปลูกอ้อยเป็นหมื่น ๆ ไร่แทน และมีการมาตั้งโรงงานน้ำตาลทำลายสิ่งแวดล้อม เกิดน้ำเน่าเสีย ขณะที่อังกฤษมีแรงงานทาสก็เพราะอุตสาหกรรมน้ำตาล เช่นเดียวกับสหรัฐฯ มีแรงงานทาสก็เพราะต้องการแรงงานจากแอฟริกามาทำงาน  

“บริษัทเครื่องดื่มน้ำอัดลม ใช้วัตถุดิบน้ำตาลจากบริษัทไทย ซึ่งต้องมีการเชื่อมโยงให้เห็นเกี่ยวข้องกันอย่างไร เช่น การแสดงออกทางสัญลักษณ์ปฏิเสธการบริโภคน้ำตาลในโรงเรียน เกลือเราขาดไม่ได้ แต่น้ำตาลเราขาดได้สบาย การรณรงค์ต้องทำให้เหมือนเด็กในสหรัฐฯ จำนวนไม่น้อยลุกขึ้นปฏิเสธซื้อสินค้าจากประเทศจีนที่มีการกดขี่แรงงาน เป็นต้น”


ด้านนายเอียง วุดที ผู้อำนวยการโครงการยุติธรรมกัมพูชา กล่าวถึงภาพรวมที่ดินในประเทศกัมพูชา แบ่งเป็นที่ดินของเอกชน และที่ดินของรัฐ ซึ่งสามารถให้สัมปทานกับเอกชนเช่าที่ดินได้ ขณะที่คนในชนบทส่วนใหญ่ถือครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ เมื่อมีกรณีพิพาทแย่งยึดที่ดินทำให้คนกัมพูชา ซึ่งเป็นคนยากจนอยู่ในภาวะยากลำบาก และเกิดการอพยพไปขายแรงงานราคาถูกในที่สุด 


“อุตสาหกรรมน้ำตาล ถือเป็นอุตสาหกรรมขาขึ้น (Sugar Boom) ในประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะที่จังหวัดเกาะกง และโอดอร์เมียนเจย จนเกิดปัญหาการแย่งยึดที่ดิน ประชาชนได้รับผลกระทบเกิดการอพยพแรงงานเข้าสู่ประเทศไทย ประกอบกับสหภาพยุโรปได้ให้สิทธิพิเศษทางการค้ากับกัมพูชา ครอบคลุมสินค้าเกือบทุกชนิด ยกเว้นอาวุธ ที่เรียกว่า โครงการ Everything But Arms: EBA ก็ยิ่งทำให้อุตสาหกรรมประเภทนี้เข้ามาลงทุนในประเทศกัมพูชาจำนวนมาก”


ด้านนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงสิทธิการถือครองที่ดินของเอกชนในประเทศกัมพูชาจะถือครองได้ไม่เกิน 1 หมื่นเฮกตาร์หรือประมาณ 5 พันไร่ แต่รัฐบาลกัมพูชาให้สัมปทานกับเอกชนเป็นแสนไร่ โดยผ่านนอมินี 


" การพัฒนาเศรษฐกิจกับการไร้เสถียรภาพทางการเมือง เห็นชัดในกัมพูชา และประเทศไทยนั้น ยิ่งพัฒนาเศรษฐกิจแบบไม่สมดุล จะเกิดความไม่เสถียรภาพทางการเมือง ไทยพบปัญหาความเหลื่อมล้ำ รวยกระจุก จนกระจาย เช่นเดียวกับคนกัมพูชา ถูกแย่งยึดที่ดิน ไม่มีที่ดินทำกิน ภาคเกษตรถูกทำลาย จึงอยู่ไม่ได้"  

 

ขณะที่นางสาวเรโกะ ฮาริมา ผู้ประสานงานภูมิภาคเครือข่ายแรงงานแม่น้ำโขง (Mekong Migrant Network) กล่าวถึงผลการศึกษาการย้ายถิ่นอพยพของแรงงานกัมพูชาจำนวนมาก มีปัญหาที่ประเทศต้นทาง ไม่มีที่ดิน  สูญเสียที่ดิน ถูกแย่งยึดที่ดิน จนทำให้เกิดการย้ายถิ่น


“เราได้เห็นว่า ปัญหาการแย่งยึดที่ดินมีผลกระทบต่อการย้ายถิ่นของคนกัมพูชา ซึ่งถือว่า เป็นผู้อพยพทางเศรษฐกิจ การที่รัฐบาลกัมพูชาคิดว่า หากพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศให้ดีขึ้น สนับสนุนอุตสาหกรรมให้มาลงทุนในประเทศจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ แต่การศึกษาพบว่า แม้มีการพัฒนาเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่ประชาชนยังไม่มีที่ดินทำกินก็ไร้ประโยชน์ คนกัมพูชาก็ยังต้องจำใจอพยพเข้ามาทำงานที่ลำบากในประเทศไทย ทั้งแรงงานอุตสาหกรรมก่อสร้าง ประมง ฉะนั้น  เรื่องการอพยพย้ายถิ่น จึงไม่สามารถแยกออกจากปัญหาต่าง ๆหลาย ๆ ปัญหามารวมกันได้” 


ผู้ประสานงานภูมิภาคเครือข่ายแรงงานแม่น้ำโขง กล่าวด้วยว่า  แรงงานอพยพย้ายถิ่นทางเศรษฐกิจจำนวนมากจากประเทศกัมพูชา มีเหตุผลจากการละเมิดสิทธิมนุษย์ ปัญหาการแย่งที่ดิน ซึ่งประเทศต้นทางต้องช่วยแก้ปัญหา เราได้มีคำแนะนำให้กัมพูชาแก้ไขด้านการพัฒนาประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกไม่ต้องย้ายถิ่น รวมถึงการเสริมสร้างพลังทางสังคม ชุมชน และเพิ่มบทบาทรัฐบาลกัมพูชาในการเจรจาต่อรองกับประเทศไทย เพื่อให้แรงงานข้ามชาติมีสถานภาพการทำงานที่ดีขึ้น ทั้งสิทธิแรงงาน การจ้างงาน รวมถึงอาเซียนควรหารือกันคุ้มครองแรงงานข้ามชาตีร่วมกันอย่างเป็นระบบด้วย


ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในเวทียังมีชาวบ้านจากจังหวัดโอดอร์เมียนเจย และจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชาหลายคน ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวการสูญเสียที่ดินของตนเอง จากที่รัฐบาลกัมพูชาให้เอกชนเช่าที่ดินทำโรงงานอุตสาหกรรม มีการไล่ชาวบ้านออกจากที่ดิน เผาบ้าน จับติดคุก หลายคนขาดรายได้ ต้องอพยพเข้ามาทำงานในประเทศไทย ในสภาพครอบครัวแตกแยก ชุมชนแตกสลาย


พร้อมกันนี้ได้เรียกร้องขอให้รัฐบาลกัมพูชานำที่ดินคืนให้ชาวบ้านเพื่อทำการเกษตรเหมือนเดิม ขณะที่ภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติไทยที่ไปลงทุนแม้ได้ถอนตัวออกจากพื้นที่แล้ว ก็ควรมีการจ่ายชดเชยเยียวยาชาวบ้านด้วย

ชาวกัมพูชารุมแฉอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยในเกาะกง-โอดอร์เมียนเจย 

ทำลายชีวิต แย่งที่ดิน ทำครอบครัวแตก 

ระบุนโยบายอุดหนุนภาษีของยุโรป ส่งผลให้ทุนรุกคืบยึดพื้นที่เกษตรกรรม


ที่มา : สำนักข่าวชายขอบ : http://transbordernews.in.th/home/?p=13358 


เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 ที่สำนักงานกลางนักเรียนคริสเตียน กรุงเทพมหานคร มีเวทีเสวนา “การลงทุนข้ามพรมแดนกับการอพยพแรงงานในอาเซียน :ความข้องเกี่ยวของอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยกับแรงงานข้ามชาติกัมพูชา” จัดโดยความร่วมมือของโปรเจกต์เสวนา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Project SEVANA)/ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย/เครือข่ายเกษตรกรพันธะสัญญา/มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.) และ องค์กรยุติธรรมกัมพูชา (Equitable Cambodia) โดยมีตัวแทนภาคเอกชน ภาครัฐ องค์กรด้านสิทธิ์ และเครือข่ายชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากการลงทุนข้ามแดน ประเทศกัมพูชา และตัวแทนเกษตรกรไทย เข้าร่วมประมาณ 50 คน 


นายเอียง วุดที ผู้อำนวยการโครงการยุติธรรมกัมพูชา กล่าวว่า สิทธิในที่ดินของกัมพูชาตกเป็นของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชนเกือบ80 เปอร์เซ็น ที่เหลือกว่า 20 เปอร์เซ็นเป็นที่ดินที่ประชาชนพอจะใช้เพื่อการทำการเกษตรประทังชีวิตเท่านั้น นอกนั้นในการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรส่วนมากเป็นการใช้ที่ดินในรูปแบบสัมปทานมากกว่า เพราะรัฐที่ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ จะปล่อยที่ดินให้เอกชนสัมปทานระยะเวลาเช่าก็สูงสุด 99 ปี เหมือนประเทศไทย และด้วยระบบผูกขาดด้านที่ดินนี้ส่งผลให้รัฐบาลกัมพูชาและเอกชนมีกำไรมหาศาล จากผลผลิตที่เกิดขึ้น โดยสินค้าการเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม ในประเทศยกเว้นอาวุธ ที่มีฐานการผลิตในกัมพูชานั้นจะได้รับการยกเว้นภาษีส่งออกไปยังสหภาพยุโรป และบางประเทศที่ลงทุนในกัมพูชาระยะยาว เรียกว่า โครงการ Everything But Arms (EBA) ประชาชนที่ทำเกษตรกรรมเพื่อเลี้ยงชีพจึงมักต้องยื้อแย่งที่ดินจากส่วนนี้ และเกิดเป็นปัญหาระดับประเทศในที่สุด นายเอียงกล่าวว่า กรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ อุตสาหกรรมน้ำตาลที่ลงทุนโดยบริษัทเอกชนของไทย ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีชื่อเสียงมา ในประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะที่จังหวัดเกาะกง และโอดอเมียนเจย (อุดอนมีชัย ) สร้างปัญหาอย่างใหญ่หลวง เพราะช่วงปี2008 นั้น มีบางหมู่บ้านถูกเผาทำลาย อย่างเช่น หมู่บ้านโอบัดเมือน จังหวัดโอดอเมียนเจย จนเกิดปัญหาการแย่งยึดที่ดิน ประชาชนได้รับผลกระทบเกิดการอพยพแรงงานเข้าสู่ประเทศไทยจำนวนมาก ดังนั้นประชาชนที่ได้รับผลกระทบจึงรวมตัวกันเคลื่อนไหว และฟ้องศาลที่ประเทศอังกฤษ เพื่อให้สมาคมผู้รับซื้อสินค้าจากกัมพูชา ได้รับผิดชอบ และยกเลิกการรับซื้อสินค้าที่เกิดจากกระบวนการผลิตและจ้างงานที่ละเมิดสิทธิประชาชน และร้องเรียนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและช่วยเรียกร้องให้บริษัทน้ำตาลของไทยได้รับผิดชอบกับกรณีการสูญเสียที่เกิดขึ้น ซึ่งทางบริษัทได้ประกาศถอนตัวออกไปในต้นปี 2015 


ด้านนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีต กสม. กล่าวว่า ถึงสิทธิการถือครองที่ดินของเอกชนในประเทศกัมพูชาจะถือครองได้ไม่เกิน 1 หมื่นเฮกตาร์หรือประมาณ 5 พันไร่ แต่รัฐบาลกัมพูชาให้สัมปทานกับเอกชนเป็นแสนไร่ โดยผ่านนอมินี เหตุการณ์แทบทุกประเทศมีปัญหาคล้ายกันทั้งในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า ไทย ลาว และกัมพูชา ล้วนแล้วแต่เผชิญปัญหาคล้ายกันในด้านการแย่งชิงทรัพยากร โดยกรณีไทยก็เห็นได้จากสัมปทานแร่ และล่าสุดเป็นแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ 


ด้านนางสาวเรโกะ ฮาริมา ผู้ประสานงานภูมิภาคเครือข่ายแรงงานแม่น้ำโขง (Mekong Migrant Network : MMN) กล่าวถึงผลการศึกษาการย้ายถิ่นอพยพของแรงงานกัมพูชาจำนวนมาก มีปัญหาที่ประเทศต้นทาง ไม่มีที่ดิน ทำกินจึงต้องย้ายถิ่นเพราะปัญหาปากท้อง และเศรษฐกิจรากหญ้า ถือว่า เป็นผู้อพยพทางเศรษฐกิจ ดังนั้นการเร่งพัฒนาประเทศโดยอุตสาหกรรมหรือเกษตรพันธนาการ ไม่ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตและส่งเสริมเศรษฐกิจเลยแม้แต่น้อย จากการศึกษาพบว่า การสนับสนุนอุตสาหกรรมในกัมพูชาสร้างปัญหาแรงงานข้ามชาติหลั่งไหลเข้ามาในไทยมากขึ้น ทางเครือข่ายจึงมีคำแนะนำให้กัมพูชาแก้ไขด้านการพัฒนาประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกไม่ต้องย้ายถิ่น รวมถึงการเสริมสร้างพลังทางสังคม ชุมชน และเพิ่มบทบาทรัฐบาลกัมพูชาในการเจรจาต่อรองกับประเทศไทย เพื่อให้แรงงานข้ามชาติมีสถานภาพการทำงานที่ดีขึ้น ทั้งสิทธิแรงงาน การจ้างงาน รวมถึงอาเซียนควรหารือกันคุ้มครองแรงงานข้ามชาติร่วมกันอย่างเป็นระบบร่วมกัน ซึ่งหากประเทศในภูมิภาคทำได้ระบบเศรษฐกิจของภูมิภาคลุ่มน้ำโขงก็จะดีขึ้น 


นางฮอย เมย แรงงานข้ามชาติจากหมู่บ้านโอบัดเมือน ที่ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมน้ำตาล ให้สัมภาษณ์ว่า ตนและลูกชายคือ นาย อัน อุน ย้ายมาอยู่ประเทศไทยหลังเกิดวิกฤติน้ำเสีย สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ และไร้ที่ดินทำกิน โดยช่วงปี 2008 นั้นภายหลังที่ดินถูกทหารยึดคืนและเผาบ้านเรือน ตนได้ไปอาศัยอยู่บ้านญาติในหมู่บ้านใกล้เคียงและเลี้ยงหลาน แล้วให้ลูกชายกับภรรยาเดินทางลักลอบเข้าเมืองมายังประเทศไทย แต่ต่อมามีเครือข่ายสิทธิเข้าไปช่วยเหลือ ตนจึงได้มีโอกาสเดินทางไปหลายประเทศเพื่อเล่าปัญหาและร่วมให้ปากคำกับศาลอังกฤษ เกี่ยวกับกรณีอุตสาหกรรมน้ำตาล ช่วงปี 2010-2015 ตนแทบไม่ได้พักต้องเดินทางไปหลายที่ ทั้งที่ใจอยากกลับบ้าน แต่ทำไม่ได้เพราะไม่มีที่ทำกิน ดินเสีย และรัฐกับเอกชนที่ลงทุนไม่ยอมคืนสิทธิที่ดินให้ ระยะหลังจึงย้ายมาอยู่กับลูกชายที่เมืองไทย “เมื่อก่อนเราปลูกมะขาม หามัน หาของป่ากิน ปลูกข้าวได้ดี แต่พอโรงงานเข้ามาก็มายึดที่เรา ที่ ๆ รัฐบาลเคยแบ่งให้ครอบครัวละ 5 เฮกตาร์ ต้องบอกก่อนว่า กว่าจะได้ที่ดินมาทำกินก็ใช้เวลาขอกับรัฐบาลนานมาก เพิ่งได้มาตอนปี 2003 ดีใจมากได้ทำนา ทำไร่ ปลูกผักพอกิน แต่ปี 2008 บริษัทก็มาเอาไป ทำให้ชาวบ้าน 214 ครัวเรือน ต้องบ้านแตก แยกย้ายกันไป ส่วนมากหนีเข้าประเทศไทย” นางฮอย กล่าว 


นายอัน อุน แรงงานกัมพูชา อายุ 30ปี กล่าวว่า ตนเพิ่งได้ทำบัตรแรงงานถูกกฎหมายในประเทศไทยเมื่อปี 2013 ได้รับค่าแรงประมาณเดือนละ8,000 บาท โดยระยะหลังที่มีข่าวแม่และชาวบ้านจากโอดอเมียนเจย เริ่มเคลื่อนไหวต่อสู้ที่ดินในระดับโลก ตนก็เริ่มมีความหวังในการต่อสู้และหวังจะพาครอบครัวกลับประเทศ แต่ตอนนี้รัฐบาลกัมพูชายังไม่คืนสิทธิที่ดินให้ ดังนั้นพวกตนจึงต้องรออย่างไร้ความหวัง เพราะแม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏออกมาแล้วว่าบริษัทละเมิดสิทธิที่ดินทำกินและยอมถอนตัวออกไป แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีใครเยียวยา ทั้งฝ่ายรัฐและเอกชน ตนจึงอยากฝากถึงรัฐบาลถึงทุนไทย ว่า หากจะมีการลงทุนที่เอาเปรียบกันเช่นนี้ ก็พิจารณาให้ดี และให้คนไทยระวังไว้ว่าทุนข้ามชาติอันตราย 


นางสาวเปรมฤดี ดาวเรือง ผู้ประสานงานโปรเจคเสวนา เอชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า หากเทียบการลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน พบว่า ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านได้ถูกทุนจำนวนมากเข้ามารุกราน โดยอ้างการพัฒนาเป็นหลัก ซึ่งหากในอนาคตไม่มีการสร้างความตระหนักเรื่องดังกล่าว สังคมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเข้าสู่วิกฤติหนักกว่าเดิม

ที่มา : สำนักข่าวชายขอบ : Link>>> http://transbordernews.in.th/home/?p=13358 .

 

http://www.prachatai.com/journal/2016/03/64984


เสวนา: ทรัพยากรเฮือกสุดท้ายในอาเซียน ใครต้องรับผิดชอบ?

31 มีนาคม 2559 


วงเสวนาเรื่องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในภูมิภาคอาเซียนชี้ ใครได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง จริงหรือไม่ที่คนไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และทางออกที่คนทั้งภูมิภาคต้องร่วมกันทำความเข้าใจ


25 มี.ค. 2559 คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมมือกับกลุ่มโฟโต้ เจิร์น จัดพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศพม่าและภูมิภาคอาเซียน ที่ มธ. ท่าพระจันทร์ วิทยากรประกอบไปด้วย โก โก ลวิน สถาบันบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ (national resource governance institute), วง อ่อง กลุ่มท่อก๊าซชเว รัฐอาระกัน (Shwe Gas Movement Arakan), เปรมฤดี ดาวเรือง  PROJECT SEVANA SOUTH-EAST ASIA, สุเทพ กฤษณาวารินทร์ ช่างภาพสารคดี ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก ทั้งด้านผลกระทบ การจัดการ และทางออกในอนาคต
 

ทรัพยากรธรรมชาติในพม่าใครได้ประโยชน์ ใครเป็นเจ้าของ


โก โก ลวิน  กล่าวว่า ปัญหาในการจัดสรรส่วนแบ่งจากการขายทรัพยากรธรรมชาติในพม่านั้นยังเป็นปัญหาที่ไม่ลงตัว หลายรัฐยังคงตั้งคำถามต่อรัฐบาลกลางถึงส่วนแบ่งภาษีหลังจากมีการซื้อขายทรัพยากรกับประเทศคู่ค้าว่าตกมาถึงรัฐอันเป็นเจ้าของทรัพยากรอย่างเหมาะสมจริงหรือไม่   รัฐควรจะหาข้อกำหนดที่ชัดเจนว่าการค้าขายดังกล่าวควรจะมีการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างไร โดยกำหนดเป็นกรอบนโยบายที่ชัดเจน 


ด้านวง อ่อง กล่าวยกตัวอย่างถึงกรณีการสร้างท่อลำเลียงแก๊สจากประเทศพม่าไปยังประเทศจีน ท่อแก๊สดังกล่าวมีความยาวภึง 700 กิโลเมตรโดยสร้างตัดผ่านหลายรัฐในประเทศ ท่อแก๊สดังกล่าวนี้ย่นระยะในการลำเลียงแก๊สไปได้มาก โดยที่จีนไม่จำเป็นต้องลำเลียงผ่านทางประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย นั่นหมายความว่าจีนลดต้นทุนในการผลิตไปได้ แต่การสร้างท่อแก๊สดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาภายในแก่ประชาชนในประเทศ การเวียนคืนที่ดินที่ไม่เป็นธรรม การบีบบังคับหรือคุกคามจากรัฐ ความขัดแย้งต่างๆ ส่งผลให้มีทหารส่วนกลางเข้าไปอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมากขึ้นจนส่งผลให้เกิดการสู้รบภายในประเทศ


อีกทั้ง วง อ่อง ยังกล่าวอีกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้การซื้อขายทรัพยากรถูกนำไปเป็นงบประมาณในการป้องกันประเทศ รัฐบาลกลางได้แบ่งปันผลประโยชน์มาสู่รัฐอันเป็นเจ้าของทรัพยากรเพียงแค่ 3% เท่านั้น

เปรมฤดี ดาวเรือง กล่าวว่า แม้รัฐบาลทหารพม่าจะปิดประเทศมาเป็นเวลานาน แต่ก็ยังมีภาพแผนผังแสดงการขุดเจาะน้ำมันในชายฝั่งพม่า จำนวน 47 บล็อก จาก 20 บริษัทใหญ่ทั่วโลก ซึ่งภาพดังกล่าวเป็นภาพเก่าเมื่อ 16 ปีมาแล้ว นั่นแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลและกลุ่มทุนตักตวงผลประโยชน์ด้านทรัพยากรมาอย่างยาวนาน

นอกจากนี้ เปรมฤดียกตัวอย่างถึงประเทศเพื่อนบ้านเช่นประเทศลาว ซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่เพียง 6,000,000 คนเท่านั้น แต่กลับมีโครงการสร้างเขื่อนถึง 300 เขื่อน เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าส่งให้ประเทศไทย ฉะนั้น หากจะอ้างว่าโครงการขนาดใหญ่ทั้งหมดที่กำลังเตรียมการก่อสร้างเป็นการทำเพื่อประชาชนนั้นคงจะไม่สมเหตุสมผล


อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มักมาพร้อมกับผลกระทบที่ใหญ่กว่า

สุเทพ กฤษณาวารินทร์ กล่าวถึงหมู่บ้านผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย ที่ทางบริษัทอิตาเลี่ยนไทยสร้างขึ้นเพื่อชดเชยด้านที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ แต่สุดท้ายแล้วกลับไม่มีคนอาศัยอยู่เนื่องจากไม่มีพื้นที่ทำกิน  โดยสุเทพกล่าวว่าการชดเชยความเสียหายนั้นไม่ได้หมายความว่าสร้างบ้านให้อยู่เท่านั้น เพราะหากไม่มีที่ทำกินประชาชนก็ไม่สามารถที่จะอยู่ในพื้นที่นั้นต่อไปได้


เปรมฤดี กล่าวถึงโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายว่าจะส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่โดยรอบถึง 38,000 คน เนื่องจากโครงการดังกล่าวประกอบไปด้วยท่าเรือน้ำลึก เขตอุตสาหกรรม เขื่อน และโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งผลกระทบนั้นยังไม่รวมถึงทางด้านระบบนิเวศอีกด้วย


เปรมฤดียังกล่าวถึงการที่ภาครัฐไม่สามารถจัดการทรัพยากรในพื้นที่ได้ จึงทำให้เกิดการขับไล่ประชาชน การใช้ความรุนแรง การคุกคาม กดขี่ข่มเหงซึ่งสิ่งเหล่านี้กระทำการโดยรัฐ ทำให้ประชาชนบางส่วนอพยพเข้ามาในประเทศไทย นี่เป็นสิ่งที่ต้องตั้งคำถามต่อไปว่าประเทศไทยมองปัญหาที่กระทบมาเป็นลูกโซ่เหล่านี้อย่างไร เมื่อประเทศเพื่อนบ้านได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเช่นนี้ประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบจริงๆ หรือ ซึ่งเธอมองว่า ขณะนี้ประเทศไทยไม่ใช่ได้รับผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เราได้รับผลกระทบในด้านสังคมอีกด้วย


ทรัพยากรธรรมชาติของเพื่อนบ้านกำลังหมดไป ใครต้องรับผิดชอบ


เปรมฤดี มองปัญหาการใช้ทรัพยากรของภูมิภาคอาเซียนว่าเป็นการใช้ทรัพยากรครั้งสุดท้ายโดยอาศัยกรอบการพัฒนาเพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากรภายในประเทศอาเซียนเป็นข้ออ้าง โดยหลงลืมไปว่าเราได้นำทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้มาใช้กว่าสองทศวรรษแล้ว พม่าที่เป็นแหล่งสำคัญของแก๊สและเหมืองแร่นั่นเป็นภาพในอดีต เนื่องจากทรัพยากรทั้งหลายย่อมมีวันหมด ปัจจุบันปัญหาไม่ใช่แค่ระหว่างนักลงทุนและประเทศผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรอีกต่อไป แต่เป็นปัญหาของทั้งภูมิภาคที่ต้องเข้าใจสถานการณ์เสียใหม่

เปรมฤดี ยังกล่าวเสริมว่า คนไทยมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคน้อยมาก ทั้งที่กำลังเกิดในประเทศเพื่อนบ้านหรือแม้แต่ที่กำลังเกิดขึ้นภายในประเทศ การที่ไม่ทราบข้อมูลเหล่านี้ทำให้ไม่สามารถสร้างสำนึกร่วมกันได้ คนไทยส่วนใหญ่ยังมองภาพพม่าว่าเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติ มีวิถีชีวิตแบบที่น่าประทับใจ แต่ไม่ได้ศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันจึงมองไม่เห็นปัญหา อีกทั้งยังนึกภาพไม่ออกถึงผลกระทบลูกโซ่ที่จะมาถึงตนเอง สิ่งที่จำเป็นในตอนนี้คือทำอย่างไรให้คนไทยตระหนักได้ว่าเรากำลังเข้าไปช่วงชิง ทั้งทรัพยากรและความเป็นธรรมจากเพื่อนบ้าน

ความตระหนักรู้ ความหวังของภูมิภาค

โกโก ลวิน กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ประชาชนพม่าไม่สามารถรับข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอ เนื่องจากสื่อในประเทศพม่ายังอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐ เรื่องราวที่ถูกนำเสนอส่วนใหญ่จึงเป็นแง่มุมจากรัฐ ซึ่งนั่นทำให้ประชาชนไม่มีความเข้าใจถึงผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้นมากพอ  บางครั้งสื่อก็เป็นเพียงแค่เครื่องมือเพื่อชี้นำจากรัฐเท่านั้น

เปรมฤดี กล่าวว่า การรณรงค์ในเรื่องโครงการขนาดใหญ่จะประสบความสำเร็จไม่ได้หากคนในสังคมไม่มีส่วนร่วม ทุกวันนี้เอ็นจีโอทุกที่พยายามหาทางที่ว่าจะทำอย่างไรให้คนในสังคมร่วมกันตั้งคำถามและสนใจประเด็นเหล่านี้กันให้มากขึ้น แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีใครที่ทำได้สำเร็จ  หากคนในสังคมได้รับข้อมูลที่เพียงพอก็จะทำให้สามารถตั้งคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ต้องยอมรับว่าในประเทศไทยนั้นก็ยังไม่สำเร็จ หลายครั้งความไม่เข้าใจปัญหานั้นก็ทำให้คนเบื่อและรำคาญ จนถึงขั้นมีกระแสต่อต้านเช่นว่า กลุ่มเอ็นจีโอนั้นต่อต้านการสร้างโครงการทุกอย่าง


ขณะที่ สุเทพ กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของสื่อว่า ควรจะช่วยเติมเต็มในการสร้างความตระหนักรู้ต่อคนในสังคม สิ่งที่สื่อควรทำคือนำเสนอข้อมูลเชิงลึกแก่ประชาชนเพื่อสร้างความเข้าใจ การทำข่าวเพียงเพราะมีกระแสและความเคลื่อนไหวนั้นยังไม่เพียงพอ หน้าที่ของสื่อที่ดีสื่อต้องควบคู่กันไปทั้งนำเสนอข้อเท็จจริงและความน่าสนใจ ตนอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในวิธีการทำงานของสื่อเพื่อที่จะขับเคลื่อนสังคมไปด้วย